[Icy Phoenix Debug] PHP Notice: in file /includes/page_header.php on line 599: Illegal string offset 'title'
[Icy Phoenix Debug] PHP Notice: in file /includes/page_header.php on line 599: Illegal string offset 'url'
[Icy Phoenix Debug] PHP Notice: in file /includes/page_header.php on line 599: Illegal string offset 'title'
[Icy Phoenix Debug] PHP Notice: in file /includes/page_header.php on line 599: Illegal string offset 'url'
แสงเงา กับ ความมหัศจรรย์ของกล้องดิจิตอล..??
หน้าแรก  gallery  forum  member list  us  link  สมัครสมาชิก   เข้าสู่ระบบ    
 †








หน้าแรก » บล๊อกเม้าท์

  วันเวลาปัจจุบัน 22 กรกฎาคม 2017, 23:41  Bookmark and Share  


ตั้งกระทู้ใหม่  ตอบกระทู้ 
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
 
1.  04 ตุลาคม 2011, 16:20   post id:6171
avatar
thailand.png naryak เพศ: ชาย ลงทะเบียนเมื่อ: ธันวาคม 2009 โพสท์: 3068      ได้ใจ : 808      มอบใจ : 2029  


ถ้าความรู้คือสมบัติโลก จงค้นหาฝึกฝนและพลิกผ่ามือด้วยตัวเอง..
อย่าให้ใครมาบอกว่า ลงคอร์สนี้แล้วคุณจะถ่ายรูปแบบพลิกผ่ามือ..


.

เมื่อเดือนที่แล้วผมได้สนทนาธรรมกับคุณอาท่านหนึ่ง ขอเอ่ยนามนะครับคุณอาท่านนี้ชื่อ..อาจู๋..
เรื่องที่สนทนาธรรมกันก็ไม่ไกลตัวอะไร ก็อยู่ในแวดวงคนรักกล้องและการถ่ายภาพนี่แหละครับ..
ที่เน้นคุยกันหน่อยก็เป็นเรื่องของ "แสงเงา..ความมหัศจรรย์ของกล้องดิจิตอล.."..เป็นจริงเหรอ..???

เริ่มเรื่องอาจู๋ได้นำรูปมาให้ชมและบอกว่าตอนถ่ายรูปมองไม่เห็นเงาเหล่านี้แต่กล้องถ่ายติดเงามาได้..!!!

อาจู๋..
เงาจากแหล่งกำเนิดแสง ที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น แต่กล้องเห็น
ถ้ามีวัตถุใดที่ใกล้จากแหล่งกำเนิดแสง จะเกิดเงาเสมอ
แต่ถ้ามีระยะห่างจากวัตถุที่จะถ่ายมากพอ
จนทำให้แสงส่วนข้างที่ไม่ถูกบัง กระจายมารวมกันในส่วนที่เป็นเงาจนเป็นแสงเดียวกัน
และเมื่อลำแสงดังกล่าวส่องมาที่ตัววัตถุที่เราต้องการจะถ่าย
ข้อเท็จจริงเงานั้นยังมีอยู่ สายตามมนุษย์มองไม่เห็น แต่กล้องสามารถรับรู้ได้/บันทึกได้
เชื่อหรือไม่....


ImageImageImage

ImageImageImage

หลังจากอ่านถ้อยความและพิจารณารูปทั้งหมดของคุณอาแล้วผมจึงบอกไปว่า "งงครับอาจู๋.."..

ผมก็งงครับ...

ผมไปถ่ายที่พิพิธภัณท์หุ่นขึ้นผึ้ง มาดามทุสโซ
เห็นแสงสว่างชัดทั้งใบหน้า แต่เมื่อถ่ายออกมีแล้วมีเงาพาดบังใบหน้า
คิดไม่ออกเหมือนกันว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

มองขึ้นไปที่สปอตไลท์ เห็นมีไฟสองดวงทำมุมต่างกัน
สันขอบของโคมไฟดวงหน้าบิดบังแสงของไฟดวงหลังเล็กน้อย
ก็เลยคิดว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุนี้

พอบิดมุมกล้องหลบเล็กน้อย ก็ได้ภาพสว่างตามปกติ
ก็เลยเป็นเหตุให้นำภาพเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง

แต่สาเหตุจริงๆที่เกิดเป็นอย่างไร จะพอมีใครพอช่วยสรุปได้ไหมครับ



อาจู๋ตอบผมว่าตัวเองก็งงเช่นกันและบอกเล่าถึงลักษณะของสถานที่ไปถ่ายรูปเหล่านี้มา..
อาจู๋ต้องการหาคำตอบว่า "เหตุใดแสงถึงสามารถทำให้เกิดเงาที่อาจู๋มองไม่เห็นแต่กล้องกลับบันทึกภาพเงาได้..."...
ตรงกันข้ามกับถ้อยความของคุณอาตอนแรกที่บอกปาวๆว่า...


ถ้ามีวัตถุใดที่ใกล้จากแหล่งกำเนิดแสง จะเกิดเงาเสมอ
แต่ถ้ามีระยะห่างจากวัตถุที่จะถ่ายมากพอ
จนทำให้แสงส่วนข้างที่ไม่ถูกบัง กระจายมารวมกันในส่วนที่เป็นเงาจนเป็นแสงเดียวกัน
และเมื่อลำแสงดังกล่าวส่องมาที่ตัววัตถุที่เราต้องการจะถ่าย
ข้อเท็จจริงเงานั้นยังมีอยู่ สายตามมนุษย์มองไม่เห็น แต่กล้องสามารถรับรู้ได้/บันทึกได้



ผมบอกอาจู๋ด้วยความหวังดีว่า..อย่าไปคิดมากถ้าเราบิดกล้องแล้วใช้ได้ก็คือใช้ได้..
ถ้าไปหาคำตอบมันมากเดี๋ยวจะตกเป็นเหยื่อของแสงเข้าโดยไม่รู้ตัว..


ขอบคุณครับ........ขณะเข้าไปค้นหาแสงก็ระวังตั้งอยู่ ในสติ......ตลอดเวลาครับ
จนคิดว่าวันนี้พอรู้คำตอบแล้ว....คล้ายๆกับภาพยนต์เรื่อง "อุโมงค์ผาเมือง" เลยครับ
ที่ตัวละครทุกตัวพูดความจริงไม่หมด ต้องโกหกเพื่อรักษาภาพพจน์และประโยชน์ส่วนตัวบางประการ

มีไฟหลักที่มีที่มีอะไรมาบังทำให้เกิดเงาในแสง
และก็มีไฟเสริมอีกดวงเข้ามามาลบเงาตรงนั้นพอดี
ถ้ายืนที่มุมตรงเงาไปทาบกล้องก็จะเห็นเงา ภาพบางส่วนก็มืด
แต่ถ้ายืนอีกมุมหนึ่งที่ไฟรองส่องมาลบเงาพอดี ภาพก็จะส่วาง
เราอยากได้ภาพอย่างไหน เราก็ไปหามุมอย่างนั้น เลือกหยิบเอาไปใช้

นี่แหละครับสัจธรรมของมนุษย์โลก



เอ๊ะ!! ผมพูดอะไรเกินไปหรือเปล่า..???
คุณอาถึงได้ยกหนังเรื่องอุโมงค์ผาเมืองมาเปรียบเทียบกระทบกระทั่งถึงเพียงนี้..
แถมยังได้อธิบายปรากฏการณ์ที่ว่ามาให้ผมรู้และได้เข้าใจอะไรมากขึ้น..ดังถ้อยความข้างบนนั่นแหละครับ..


ด้วยความสงสัยผมจึงเล่าในสิ่งที่ผมรับรู้มา..
ซึ่งมันขัดแย้งกับถ้อยความของอาจู๋เช่น "สายตามมนุษย์มองไม่เห็น แต่กล้องสามารถรับรู้ได้"..

เพราะเท่าที่ผมได้ยินมากล้องดิจิตอลมี Dynamic Range น้อยกว่าตาคน..
เรื่องมองในที่มืดแล้วเห็นเงาเห็นรายละเอีดดต่างๆไม่ น่าจะสู้ตาเราได้..

กล้องสามารถดัน iso ถ่ายในที่มืดๆได้ผมคิดว่านั่นเป็นความสามารถของยุคดิจิตอล..
แต่ก็ไม่มีอะไรพิศดารและมหัศจรรย์เกินกว่าตาคนเราจะเห็นได้เช่นกันครับ..

ผมบอกอาจู๋ต่อว่า..
ถ้าผมไปถ่ายรูปกับพี่มอห์มหรืออาจารย์ภู ยืนมุมนี้ถ่ายติดเงา..อาจารย์ทั้งสองก็คงบอกให้ผมขยับมุมก็เท่านั้นเอง..

เมื่อก่อนผมเคยเรียนรู้อะไรมาผิดๆ..ผมถ่ายรูปโชว์เพื่อน "..เฮ้ย! เอ็งดูซิกรูถ่ายรูปนี้อันเดอร์ -5 stop แต่รูปกรูไม่มืด.."..
เพื่อนเอากล้องของผมไปปรับๆโน่นปรับนี่..แล้วถ่ายรูปมุมเดียวกันกับผม..

"..ก็เอ็ง วัดแสงผิด เห็นมั๊ยกรูถ่ายได้ภาพแบบเดียวกับเอ็งเป๊ะ..ลบแค่ 0.3 เอง.."  

ความรู้ (ผิดๆ) ที่ผมเคยเรียนกับสำนักแห่งหนึ่งมา โดยบอกว่ายิ่งอันเดอร์มากรูปก็จะเด้งมาก..
จะดูบนจอ LCD ของกล้องหรือดูบนจอแมค ผมก็ไม่เห็นว่ารูปที่ถ่ายมา -5 stop จะเด้งกว่า -0.3 แต่อย่างไร..

ส่วนหนังเรื่อง "อุโมงค์ผาเมือง" ผมได้อธิบายให้อาจู่ฟังประมาณนี้ครับ..
ผู้กำกับเอาตัวละครทุกตัวมาตีแผ่..ทั้งบทพูดและบทบาท..
ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงบุคลิกให้เราเห็นและพูดให้เราฟังครบทุกตัวละคร..
แต่ในโลกของความจริง "คนที่พลิกลิ้นเก่งและพูดอยู่ฝ่ายเดียว" มักมีภาพพจน์ดีเสมอ..
สัจธรรมจะทำให้เราซาบซึ้งแค่ไหน ต้องโดนกับตัวเองมั้งครับ..



เริ่มงงๆไหมครับว่าผมกับอาจู่สนทนาธรรมเรื่องอะไรกันแน่ เพื่อนๆคงสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกับ "คนพลิกลิ้น" คนนั้น..
เดี๋ยวเพื่อนๆอ่านต่อไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจขึ้น เพราะนอกจากแสงเงา..ความมหัศจรรย์..กับกล้องดิจิตอลแล้ว ยังมีอื่นๆอีกมากมายครับ..


ขออนุญาตยกคำพูดของน้ายักษ์บางตอนมานะครับ

เท่าที่ผมได้ยินมา..กล้องมี Dynamic Range น้อยกว่าตาคนเรา เรื่องมองในที่มืดแล้วเห็นเงาเห็นรายละเอีดดต่างๆไม่ น่าจะสู้ตาเราได้..
กล้องสามารถดัน iso ถ่ายในที่มืดๆได้ผมคิดว่านั่นเป็นความสามารถของยุคดิจิตอล แต่ก็ไม่มีอะไรพิศดารเกินกว่าตาคนเราจะเห็นเช่นกันครับ..

น้ายักษ์ครับ.....เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของช่วงคลื่นของลำแสงได้ไหมครับน้าย้กษ์
ยกตัวอย่างเมื่อเรามองดูโทรทัศน์เราเห็นภาพในจอโทรทัศน์เป็นปกติ
แต่พอเวลาเราถ่ายภาพในจอโทรทัศน์ เราจะเห็นเป็นคลื่นๆ ดำบ้าง ขาวบ้าง ในภาพ
ซึ่งเป็นเรื่องที่กล้องสามารถบันทึกภาพช่วงคลื่น่ของ ลำแสงได้ แต่สายตามนุษย์ไม่สามารถทำได้

ผิดถูกอย่างไรไม่ขอยืนยันนะครับ



อาจู๋หยิบยก "ช่วงคลื่นของลำแสง.." ขึ้นมาถาม ผมเองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์แถมตอนเรียนยังต้องสอบซ่อมวิชานี้เล้ยยย..
แต่ก็พอรู้มาว่าโทรทัศน์เขาส่งสัญญาณมาตามคลื่นและมาเป็นเส้น ก็ประมาณ 625 เส้น 25 ภาพ/วินาที..
ซึ่งวิศวกรเขาออกแบบระบบมาสำหรับตามนุษย์มองเห็นอยู่แล้ว ส่วนกล้องมันถ่ายออกมา..ดำบ้าง..ขาวบ้าง..แบบนั้น..
ก็คงเป็นข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่วิศวกรเขาไม่ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อเอากล้องดิจิตอลมาถ่ายภาพจากจอทีวีอ่ะครับ..

แต่มันก็มีไม่ใช่ไม่มี..กล้องมันมองเห็น..ตาเรามองไม่เห็น เช่น "แสงอินฟาเรด" เป็นต้น..
กล้องก็ยังมองเห็นแสงบางอย่าง..ที่เรามองเห็นได้แค่ลิบหรี่ๆเท่านั้น..

ยอมรับว่าผมเคยหลงเข้าไป "บ้า" กับมัน แต่พอตั้งสติได้ผมก็เลิก "บ้า" มานานแล้ว..ผมบอกอาจู๋ไปอย่างนั้นครับ..


รูปนี้เป็นรูปที่ผมถ่ายมาได้และมันเป็นลิขสิทธิ์ของผม...
ผมรู้มาว่ามีคนแอบอ้างเอารูปผมไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาติใดๆกับผมนะครับ..
และดีไม่ดีไม่รู้ว่าเขาแอบอ้างเป็นผลงานตัวเองอีกหรือเปล่า..ถ้าเขารู้จักคำว่า "ละอาย" มันคงไม่เกิดเรื่องใดๆกับเขา..


Image

**รูปข้างบนนั้นในความเป็นจริง..ไม่มีใครสอนให้เราถ่ายได้แบบนี้หร๊อกครับ..
ถ้ามันมีหลักการมันมีทฤษฏีว่า "ถ่ายยังไง" แล้วติดแสงแบบนี้ได้..เขาคงถ่ายเองและสอนทุกคนให้ถ่ายได้เช่นกัน..
และถ้ามีปัญญาถ่ายเองได้จริงๆคงไม่ต้องมาแอบกิ๊กรูปคนอื่นไปทำกินหร๊อกครับ..



ผมชวนอาจู่มาเข้าเรื่องที่คุยกันดีกว่า...เพราะถ้อยคำอาจู๋กล่าวประมาณว่า...

..."เงาจากแหล่งกำเนิดแสง ที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น แต่กล้องเห็น เชื่อหรือไม่.... "

ที่ผมพยายามบอกอาจู๋..ก็คือว่าอย่าไปสนใจมันเลย กล้องมันจะทำอะไรวิเศษวิโสกว่าตาเราก็ช่างมันเถอะครับ..
อย่างที่ผมบอกว่าเคยบ้าและเลิกบ้านานแล้ว เพราะผมต้องการใช้กล้องอย่างมีความสุข ใช้กล้องแบบชาวบ้านทั่วไปเขาใช้กัน..

รูปข้างบนนั้นถึงผมจะถ่ายมันมาได้และโม้ว่าเป็นหนึ่งในล้าน..อาจู๋ เชื่อผมไหม..แล้วผมได้อะไร..
สำคัญที่สุดรูปชุดนั้นมันมีคุณค่าตรงไหน...ผมไม่เคยภูมิใจอะไรกับมันเลย..เสียเวลาเปล่าๆ...


เทคนิดเฉพาะตัวที่ผมคิดขึ้นเพื่อถ่ายภาพนี้ มันไม่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้..
และช่วยทำให้ผมถ่ายรูปดีขึ้นและสวยขึ้นแต่อย่างไร..ไม่มีประโยนช์ที่ต้องเรียนรู้จริงๆครับ..

ตอนถ่ายต้องจ้องแสงจนตาแทบบอด..ตอนนี้ผมเริ่มมีปัญหากับตาข้างนี้แล้วด้วย..
ซึ่งผมเคยเขียนไว้ว่า..ตาขาดเลือด..ความเบลอที่มาเยือน..อยู่ในบล๊อกนี้แหละครับ..


และที่ผมเขียนไปตั้นแต่ต้นจนมาถึงตรงนี้..ก็ด้วยความหวังดีจริงๆกับเพื่อนร่วมโลกนะครับ...
ผมอยากให้ทุกคนได้ถ่ายรูปอย่างมีความสุขและไม่ตกอยู่ในวังวนใดๆ...จะได้ก้าวไปข้างหน้าพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น..
เอากล้องออกไปถ่ายภาพหามุมดีๆแสงสวยๆกันครับ..

ผมบอกอาจู๋ว่าถ้าอาจู๋เข้าใจทฤษฏีหลักการและสิ่งต่างๆที่อาจารยร์มังกรดำ..อาจาร์ยภู..อาจาร์ยมอห์ม..สอน..!!!
(คืออาจู๋กับผมเรียนกับอาจารย์ทั้งสามมาด้วยกัน..) แล้วนำไปฝึกฝน..ผมรับรองได้เลยว่าอาจู๋จะมีรูปสวยๆและมีคุณค่าครับเยอะแยะครับ..

ผมจึงตั้งคำถามพร้อมรูปประกอบกับอาจู๋ว่า.."รูปไหนมีคุณค่ากว่ากัน.."...

Image

Image


อาจู๋ดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดจึงบอกผมว่า..น้ายักษ์ครับ....ถูกต้องครับ เข้าใจแล้วครับ


ผมจึงอยากเสริมอีกซักนิดเผื่อเพื่อนๆจะได้เข้าใจ (ผม) มากขึ้น..
ก่อนที่ผมจะเข้ามาอบรมที่ Pict4all ผมก็เคยไปเรียนที่อื่นๆมา..
บอกแบบไม่ได้อวยว่าที่นี่ให้ "หัวใจของการถ่ายภาพ" แล้วครับ ..
และเพราะมันเป็นหัวใจ (สำคัญ) มันก็เลยอาจเห็นผลยากสักหน่อย..
แต่ถ้ารจดจำและฝึกฝนบ่อยๆดีขึ้นทันตาเห็น..

ผมเองก็จำที่อาจารย์สอนไม่ได้หมดหร๊อก..ก็อาศัยซีทที่แจกพกติดกระป๋องกล้องไว้..
แต่ผมก็จะท่องง่ายๆว่า "ตำแหน่ง เส้น สี ขนาด แสงเงา คอนทราส อารมณ์ หน้า.."..

ตำแหน่งก็คือเราจะวางตำแหน่งซับเจคไว้ตรงไหนของภาพ ก็มีจุดตัดเก้าช่องหรือแบบก้นหอยที่อาจารย์สอนไว้..
เส้น สี ขนาด ความเปรียบต่าง แสงเงา อารมณ์ ก็ลองทบทวนดูครับ ส่วนหน้าก็คือโฟกราวนั่นเอง..
ตั้งแต่ผมเรียนจากที่นี่..ไปถ่ายรูปที่ไหนผมจะมองหาโฟกราวก่อนได้ไม่ได้ค่อยเอาข้ออื่น..
ลองสังเกตรูปอาจารย์แต่ละท่านดีๆ..จะเห็นว่าต้องมีโฟกราวนะ.. (จับผิดอาจารย์ซะงั้น.. 55+)


อาจมีเพื่อนๆตั้งคำถามว่า อ้าว! แล้วที่อื่นไม่ให้ "หัวใจของการถ่ายภาพ" หรือไง..
อันนี้ผมไม่ทราบเพราะไม่ได้ไปเรียนมาทุกที่ แต่มีบางที่จะให้แต่รูปให้แต่เปลือก (ให้ได้แค่นั้นมั้ง)..
ประกอบกับจิตวิทยาชั้นสูงของท่าน..จึงทำให้มือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานหลงไหลได้ปลื้ม (กำลังว่าตัวเองอยู่นะครับ 55+)

และมักจะหลงไปกับสารพัดเทคนิค..ขอย้ำนะครับว่า "เทคนิคพิศดารที่โม้ได้แต่ทำซ้ำไม่ได้.." ..
ซึ่งไม่เกี่ยวกับทฤษฏีหรือหลักการแท้จริงของการถ่ายภาพที่ Pict4all สอนนะครับ..

ยกตัวอย่างซักนิดอย่างคำว่า "บันไดแสง.." ..


อาจารย์มังกรดำได้อธิบายถึงบันไดแสงว่าเป็นความสวยงามความระยิบระยับของแสง (melody of light)
อาจารย์มังกรดำแนะนำให้เราหาความงามของแสงบันไดแสงในธรรมชาติ..
แล้วก็ใช้หลักการวัดแสงธรรมด๊าธรรมดาถ่ายภาพนั้นมา (จบ.)




แต่บางท่านจะบอกว่า "บันไดแสง" ที่จะทำให้ภาพสวยได้เป็น "เทคนิค"..
ต้องลงคอร์สเท่านั้น..ลงคอร์สนี่แล้วเราจะถ่ายรูปแบบพลิกส้นเท้าได้เลย..55+


ผมกับเพื่อนหลายคนตามลงไม่รู้กี่คอร์ส..บอกแบบไม่อายหมดเงินค่าเรียนไปคนละ 4-5 หมื่น..
ถามตัวเองและถามเพื่อนๆอีกหลายคนเหมือนกันว่า..แล้วยังไง..แล้วได้อะไรมา..
พูดไปเดี๋ยวท่านก็แขวะเข้าให้ว่า "รำไม่ดีโทษปี่โทษครู.."..


ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าเทคนิค "กะไดแสง" ที่ท่านบอกว่า "เป็นสเกลละเอียดสำหรับมืออาชีพ" มันทำมันใช้กันยังไง..
ตอนนั้นโง่เอาแต่ฟังไม่บอกให้ท่านทำให้ดู เอาแบบถ่ายพร้อมกัน..ผมถ่ายแบบสเกลหยาบ..ให้ท่านถ่ายแบบสเกลละเอียด..
เอารูปขึ้นจอเทียบกันดูเลยเดี๋ยวเทียบกันทีหลัง..เทียบกันบนเว๊บ..นอกจากท่านจะพลิกลิ้นเก่งแล้ว..ท่านยัง...???..!


ผมบอกอาจู๋ต่อว่า..เอานะครับเดี๋ยวจะยาวเกินไป..เพื่อนคนไหนที่มีพื้นฐานดีแล้วอยากสัมผัสก็ไม่ว่ากัน..
ก็ลองพิจารณาดูเอาเอง..แต่ที่ผมมั่นใจที่นี่ได้เต็ม 100 เพราะอาจารย์แต่ละท่านมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้ว..

ดูคน (อาจารย์) อย่าดูที่ภาพ (IMAGE) ให้ดูที่ภาพ (ผลงาน) ที่มีต่อเนื่องสม่ำเสมอและย้ำอีกที "เป็นที่ประจักษ์"..

ส่วนคนเริ่มต้นไม่มีพื้นฐานไม่ขอแนะนำ เพราะตอนนั้นลองเอาวิชาไปทดสอบกับคนเก่งมีพื้นฐานผมถึงกลับหน้าหงายกลับมา..
อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนต้นของกระทู้ที่ว่า..


..."..ก็เอ็ง วัดแสงผิด เห็นมั๊ยกรูถ่ายได้ภาพแบบเดียวกับเอ็งเป๊ะ..ลบแค่ 0.3 เอง.."..


ก็อยากจะบอกเพื่อนๆว่าอย่าลืมทบทวนวิชาที่ได้รับจากที่นี่ไปแล้วเอาไปฝึกฝนเก่งขึ้นแน่ๆ..
แต่ถ้าเราไม่จำที่อาจารย์สอน..ออกไปถ่ายรูปก็สะเปะสะปะตามเดิม..




ผมเห็นด้วยทุกประการกับเรื่องราวที่น้ายักษ์เล่าแต่ใคร่ขอออกความเห็นเสริม
Pic4all เป็นที่แรกที่ผมเริ่มเรียนการถ่ายภาพผมมีความรู้สึกอบอุ่นมาก
กับความเอื้อเฝื้อดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีของอาจารย์ มอห์ม อาจารย์ภู และบรรดาสตาฟทุกท่าน
เมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ออกทริปบางตะบูนกับ Pic4all
หลังกลับมาจากทริป ผมรู้สึกว่าผมตัวเองเป็นคนโง่มาก ไปถ่ายรูปแต่ไม่รู้ว่าจะถ่ายอะไร ถ่ายแบบไหน ถ่ายอย่างไร
กลับมาถามตัวเอง เราโง่แต่กำเนิด หรือเราโง่เพราะเราไม่รู้ ถ้าเราไม่อยากโง่เพราะไม่รู้ก็ต้องแสวงหาความรู้

เสาะหาได้สำนักสอนถ่ายรูปซึ่งเป็นสำนักเดียวกันกับที่น้ายักษ์ และเพ้งเคยสัมผัส
ก่อนที่จะเข้าไป เพ้งโทรมาเตือนเล่าถึงเรื่องราวต่างๆของสำนักนี้ใหฟั ง
แต่ด้วยความอยากรู้อยากลองจึงก้าวเข้าไปสัมผัสรสชาดบ้าง

สิ่งที่ได้รับดูเหมือนจะเป็นไปอย่างที่น้ายักษ์เล่า แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้างบางประการ


ผมพอรู้บ้างว่าวิธีถ่ายภาพให้ตัวประธานเด่นลอยโดยให้ ฉากหลังดำทำอย่างไร/ มุมและทิศทางแสงให้ผลอย่างไรกับเฉดแสง/
ถ่ายให้เห็นแสงสเปตรัมต้องเลือกมุมอย่างไร/ ถ่ายให้เห็นแสงออร่าต้องปรับระนาบกล้องอย่างไร/
ปรับคอนทรานส์มีผลกระทบอย่างไรกับเฉดสี และเฉดแสง/ บันไดแสงคืออะไร/ เลนซ์เปอสเปคติพมีผลอย่างไรต่อภาพ
ระยะเลนซ์,ชนิดเลนซ์,ระยะกล้อง,F สตอป และทิศทางของตัวแบบมีผลอย่างไรต่อช่วงความชัด/ และอื่นๆอีกมาก
และคิดว่าพอจะเข้าใจว่าทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงพื้นฐานของการควบคุมกล้องเท่านั้น

ผมพอเข้าใจว่าถ้าอยากถ่ายภาพให้ดีต้องมีแนวคิด/ จินตนาการ อารมณ์ความรู้สึกกับสิ่งที่เห็น
และถ่ายทอดโดยใช้กระบวนการพื้นฐานการควบคุมคุมกล้อง เพื่อให้ลัพภ์ออกมาตรงตามความต้องการ
แต่เนื่องด้วยฝึกฝนมาน้อย และด้อยประสบการณ์ ทุกวันนี้จึงยังถ่ายภาพไม่ได้ดี

ผมมีความเชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนใดจะเลวได้บริสุทธิ และไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์คนไหนที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ
ในบางช่วงของความเลวย่อมต้องมีความดีปะปนบ้าง และในย่านความดีก็ย่อมต้องมีความเลวติดมาบ้างไม่มากก็น้อย

ผมสัมผัสได้ว่าอาจาย์ทุกท่านที่ถ่ายทอดความรู้ให้ผม ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรางคุณวุฒิ
มีความรู้ ความชำนาญ มีผลงานโดดเด่นด้วยกันทุกท่าน จะแตกต่างก็เพียงลักษณะเฉพาะตัว
ผมไม่อาจสรุปได้ว่าท่านใดดีกว่ากัน รู้แต่เพียงว่าผมมีโอกาสได้เก็บเกียวความรู้จากอาจาร ย์ทุกท่าน
ผมอยากได้อะไร ผมก็เลือกเก็บเอา ได้มากบ้าง น้อยบ้างตามเรื่องตามราวของสติปัญญาที่มี

เกี่ยวกับเรื่อง "บันไดแสง" ตามความเข้าใจของผม
เนื่องจากกล้องถูกออกแบบมาให้รับความถี่ช่วงแสงได้ใน ระดับหนึ่ง คือช่วงระหว่าง 0/0,1/3,และ 2/3 สตอป
ในแสงจริงมีช่วงความถี่ของแสงละเอียดกว่ากล้องจะทำได้ เช่นถ้าใช้เครื่องวัดแสงวัดได้ F 2.8, F 2.9 ,F 3.0, F 3.1 ,F 3.2
แค่กล้องสามารถปรับได้เพียง F 2.8, F 3.2 ,F 3.5, F 4.0 ไม่สามารถปรับ เป็น F 2.9 ,F 3.0, F 3.1 ตามแสงจริงได้
สมมุติว่าแสงจริงคือ F 3.0 ถ้าเราเซ็ทกล้องที่ F 2.8 ภาพก็จะสว่างไปนิด แต่ถ้าเราเซ็ทที่ F 3.2 ภาพก็จะมืดไปหน่อย
ถ้าเราต้องการที่จะได้แสงพอดีจะทำอย่างไร ซึ่งอาจทำได้ 2 วิธี คือเพิ่มแสง หรือลดแสง
โดยการบิดระนาบกล้องนิดๆขึ้นหรือลง, ทางซ้ายหรือทางขวา ระนาบกล้องลักษณะคล้ายๆเลนซ์เปอสเปคติพ
ถ้าไปในทิศทางเข้าหาแหล่งแสงก็จะได้แสงเพิ่มนิดนึง ถ้าทิศทางออกจากแหล่งแสง แสงก็จะดรอปลงหน่อย
วิธีนี้เราก็จะได้แสงตามที่เราต้องการโดยไม่ต้องเซ็ท กล้องใหม่

ผิดถูกอย่างไรไม่ยืนยัน เป็นความเข้าใจส่วนตัวครับ





ผมขอตอบเรื่อง "เทคนิคกะไดแสง" กับอาจู๋ก่อนนะครับ..อาจู๋โพสไว้ว่า..

เกี่ยวกับเรื่อง "บันไดแสง" ตามความเข้าใจของผม
เนื่องจากกล้องถูกออกแบบมาให้รับความถี่ช่วงแสงได้ใน ระดับหนึ่ง คือช่วงระหว่าง 0/0,1/3,และ 2/3 สตอป
ในแสงจริงมีช่วงความถี่ของแสงละเอียดกว่ากล้องจะทำได้ เช่นถ้าใช้เครื่องวัดแสงวัดได้ F 2.8, F 2.9 ,F 3.0, F 3.1 ,F 3.2
แค่กล้องสามารถปรับได้เพียง F 2.8, F 3.2 ,F 3.5, F 4.0 ไม่สามารถปรับ เป็น F 2.9 ,F 3.0, F 3.1 ตามแสงจริงได้
สมมุติว่าแสงจริงคือ F 3.0 ถ้าเราเซ็ทกล้องที่ F 2.8 ภาพก็จะสว่างไปนิด แต่ถ้าเราเซ็ทที่ F 3.2 ภาพก็จะมืดไปหน่อย
ถ้าเราต้องการที่จะได้แสงพอดีจะทำอย่างไร ซึ่งอาจทำได้ 2 วิธี คือเพิ่มแสง หรือลดแสง
โดยการบิดระนาบกล้องนิดๆขึ้นหรือลง, ทางซ้ายหรือทางขวา ระนาบกล้องลักษณะคล้ายๆเลนซ์เปอสเปคติพ
ถ้าไปในทิศทางเข้าหาแหล่งแสงก็จะได้แสงเพิ่มนิดนึง ถ้าทิศทางออกจากแหล่งแสง แสงก็จะดรอปลงหน่อย
วิธีนี้เราก็จะได้แสงตามที่เราต้องการโดยไม่ต้องเซ็ท กล้องใหม่



ผมรู้สึกเข้าใจและเห็นใจอาจู๋นะครับ..การได้ฟังนักจิตวิทยาขั้นเชียนบรรยายจนเราเคลิ้มเป็น ยังไง..ผมฟังบ่อยๆ..
ก่อนอื่นผมอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "บันไดแสง" อีกซักนิดจะได้เข้าใจตรงกัน..

บันไดแสง..ของอาจารย์มังกรดำ..ท่านเอาอารมณ์เข้าไปจับ..มันคืออารมณ์แสงในธรรมชาติ...เข้าใจได้..

บันไดแสง..ของท่าน..บอกว่าเป็น "เทคนิคที่ทำให้รูปสวยขึ้น" และถ้าจะพูดเรื่องเทคนิดอยากจะบอกว่า..


แสงเป็นลิเนียร์ (Linear) แสงไม่มีบันได..เหมือนบันไดเสียงครับ..


อาจู๋บอกว่า..เนื่องจากกล้องมีข้อจำกัด ปรับได้ทีละ 1/3 สต๊อป..
แต่ต้องการเพิ่มแสงหรือลดแสงที่มากระทบ Sensor 1/6 สต๊อป (เศษหนึ่งส่วนหก Stop)..

ซึ่งอาจทำได้ 2 วิธี โดยการบิดระนาบกล้องนิดๆขึ้นหรือลง, ทางซ้ายหรือทางขวา ระนาบกล้องลักษณะคล้ายๆเลนซ์เปอสเปคติพ
ถ้าไปในทิศทางเข้าหาแหล่งแสงก็จะได้แสงเพิ่มนิดนึง ถ้าทิศทางออกจากแหล่งแสง แสงก็จะดรอปลงหน่อย..

อาจู๋ครับ..อาจู๋จะรู้ได้อย่างไรว่า ณ. สถานการณ์ตรงนั้น อยากได้เพิ่มหรือลด 1/6 สต๊อป..
อาจู๋จะต้องบิดขึ้น..บิดลง..บิดซ้าย..หรือบิดขวา..แล้วที่บิด..บิดมากน้อยเท่าไหร่...กี่องศา..??


ผมอยากจะบอกสั่นๆว่า อาจู๋โดน "แหกตา" ..

ฉากหลังมันแหกตาเราครับอาจู๋...(อาจไม่ใช่ฉากหลังอย่างเดียวตามทฤษฎีสมคบคิดก็ได้นะ..55+)
ผมเอาตัวอย่างมาให้ดูด้วยครับ..ทุกรูปใช้โหมด M ISO100 F/2.8 1/25s ครับ..



รูปที่ 1 ผมถ่ายปกติ แสงเข้าด้านซ้ายของแบบมุมประมาณ 45 องศา..
Image


รูปที่ 2 ผมถ่ายโดยการบิดกล้องขึ้นไปหาแสง บิดชนิดว่าถ้าไม่ใช่โหมด M สเกลกระดกปื้ดป๊าดเลยครับ..
และด้วยบันไดแสง..ตัวแบบดูสว่างขึ้น ฉากหลังสว่างโร่เลย..เพราะบิดเข้าหาแหล่งแสง.. )
Image


รูปที่ 3 ผมถ่ายโดยการบิดกล้องออกจากแหล่งกำเนิดแสง..
Image



อาจู๋เลือกที่จะเชื่อ..ทั้งๆที่พึ่งสัมผัสไม่นาน..
ผมเลือกที่จะไม่เชื่อ..เพราะเคยสัมผัสและคลุกคลีมา 1 ปีเต็มๆ..

ถ้าสังเกตดูดีๆ..แสงที่ตัวแบบแทบไม่เปลี่ยนครับ..ทั้งที่ผมบิดกล้องเยอะสุดๆ..

ImageImageImage


อาจู๋บอกข้างบนกับผมว่า..
ผมพอรู้บ้างว่าวิธีถ่ายภาพให้ตัวประธานเด่นลอยโดยให้ ฉากหลังดำทำอย่างไร/ มุมและทิศทางแสงให้ผลอย่างไรกับเฉดแสง/
ถ่ายให้เห็นแสงสเปตรัมต้องเลือกมุมอย่างไร/ ถ่ายให้เห็นแสงออร่าต้องปรับระนาบกล้องอย่างไร/
ปรับคอนทรานส์มีผลกระทบอย่างไรกับเฉดสี และเฉดแสง/ บันไดแสงคืออะไร/ เลนซ์เปอสเปคติพมีผลอย่างไรต่อภาพ
ระยะเลนซ์,ชนิดเลนซ์,ระยะกล้อง,F สตอป และทิศทางของตัวแบบมีผลอย่างไรต่อช่วงความชัด/ และอื่นๆอีกมาก



อ่านแล้วอาจู๋มีพื้นฐานดีกว่าผมตั้งเยอะนะครับ..บอกตรงๆว่าหัวข้อต่างๆที่อาจู๋พูดมาผมทิ้งลงขยะไปหมดแล้ว..

ผมขอพูดในฐานะกัลยาณมิตรของอาจู๋..อยากบอกอาจู๋ว่า..

อาจู๋อย่าไปพูดที่ไหนนะครับว่ามีเทคนิดถ่ายให้เห็น "แสงออร่า" เขาจะหัวร่อเหมือนกับที่ผมเคยโดน...


..ไม่รู้จะถ่ายอะไร..ผมรู้สึกว่าผมตัวเองเป็นคนโง่มาก ไปถ่ายรูปแต่ไม่รู้ว่าจะถ่ายอะไร ถ่ายแบบไหน ถ่ายอย่างไร..
กลับมาถามตัวเอง เราโง่แต่กำเนิด หรือเราโง่เพราะเราไม่รู้ ถ้าเราไม่อยากโง่เพราะไม่รู้ก็ต้องแสวงหาความรู้..


อ่านตรงนี้แล้วผมยิ่งเห็นใจ..จริงๆมันเศร้ามากพอที่ผมจะน้ำตาซึมเลยทีเดียวครับ..

ผมเริ่มต้นก็มีอาการเดียวกันกับอาจู๋..ไม่รู้จะถ่ายอะไร..โชคดีหรือไม่ดีไม่รู้ที่ไปเจอท่านก่อนคนอื่น..
ท่านพูดอะไรก็เชื่อท่านหมด..เพราะไม่มีพื้นฐานประสบการณ์อันใดมาโต้แย้งท่าน..
ถ่ายอะไรก็พยายามทำให้ได้อย่างที่ท่านบอก..เพื่อจะได้เอามาอวยท่านเอาหน้าไปวันๆ..


บอกแล้วว่าผมสัมผัสคลุกวงในมา 1 ปีเต็ม ตลอดเวลาผมรู้สึกปวดหัวมึนขมับ..
รูปที่ถ่ายก็ไม่ดีขึ้น..ไม่มีความก้าวหน้าใดๆให้เราได้ชื่นใจ..
ทั้งที่พยายามทำสารพัดเทคนิด..จนตัดสินใจ "เอามันทิ้งลงขยะซะ"...


เพื่อนคนหนึ่ง "น้าดนัย" (ผมเกรงใจแกมาก..ขอโทษที่เอ่ยนาม..55+) โทรมาชวนผมให้ไปลงคอร์สใหม่ของท่าน..
แกก็พยายามพูดชักชวนให้ผมไปให้ได้ เพราะคอร์สนี้ท่านจะปล่อยไม้หลักๆเด็ดๆแน่ๆ..
หลังจากตามมาหลายคอร์สก็ไม่บอกซักที..ท่านกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปากหรือไงไม่รู้..ปัดโธ่..!!!


ผมตอบน้าดนัยเสียงแข็งอย่างไม่กลัวเสียเพื่อนว่า...

"..ผมไม่ไป..ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีความสุขกับการถ่ายรูปเลย..ให้ผมมีความสุขกับมันนะน้า.."..


ทีแรกผมกะจะเลิกถ่ายรูปไปเลย..แต่น้าชาติเอาผมขึ้นมา ล้างน้ำ..ล้างคราบโสมมออก..ผมก็เลยได้เริ่มต้นใหม่..

ผมไม่อยากให้อาจู๋เป็นอย่างผมนะ..แค่ 1/6 สต๊อปช่างมันเถอะครับ..

ในภาพหนึ่งภาพยังมีอย่างอื่นให้เราได้ "พิศเจริญ" มากกว่าการได้ค่าแสงพอดีอีกเยอะครับ..

เอาเวลาที่มี..เอาเงินที่เหลือ เติมน้ำมันแล้วขับรถออกไปถ่ายรูปกันครับ..แล้ว อาจู๋จะลืมคำว่า "ไม่รู้จะถ่ายอะไร.." ในไม่ช้าจริงๆ...




นี่เป็นอีกภาพจาก workshow ที่ผมทั้งเครียดทั้งมึนจนไม่สบาย..

ผมเรียกมันว่า "เทคนิดกระแทกชายโครง"..
คือให้เราไปถ่ายอะไรก็ได้..ให้แสงซับเจคหน้าเท่าเดิมแต่แสงฉากหลังมืดลงๆๆ มา 3 สเต๊ป..

Image

ท่านไม่เคยทำให้เราดูหรอกครับ..เราเองก็โง่เองไม่กังขาอะไรเลย..
โดยท่านให้เหตุผลว่าเทคนิดนี้เอาไปใช้สำหรับละลายปกปิดความไม่ดีไม่งามของฉากหลัง..
เช่นข้างหลังมีถังขยะ..หรือในงานแต่งงานถ่ายรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาแต่ฉากหลังเห็นก้างปลาเต็มโต๊ะ ฯลฯ ทำนองนั้น..


น้าดนัยเพื่อนผมคนเดิมบอกว่า..."กรูก็เดินไปหยิบถังข ยะออกแล้วก็ถ่าย..ถ่ายเสร็จก็เอาไปตั้งไว้อย่างเดิม. ..55+"..


ผมเสียเงินลง workshop นี้สองครั้งๆละ 3-4 พันบาทไม่รวมค่าน้ำมันรถที่ต้องถ่อสังขารไปถึงเมืองกาญจน์..

อย่างที่แหละบอกครับ..ทั้งเครียดทั้งปวดขมับ..เราทำไม่ได้..ก็พยายามคิดพยายามทำ..จะเอาให้ได้..

สุดท้าย...ผมทำได้แค่ 2 สเต๊ปตามรูป..ท่านบอก "พอใช้ได้..."..
ท่านคงสงสารผมมั้งครับ..หรืออาจเป็นอย่างที่อาจู๋พูด ไม่เชื่อว่าคนๆหนึ่งมันจะเลวได้บริสุทธิปานนั้น..555+


ท่านกรุณากระซิบบอกเคล็ดลับให้ผม..


"....น้ายักษ์ต้องใช้ขาตั้งกล้อง..เพราะระนาบ CCD เปลี่ยนแสงก็เปลี่ยน..."...

ผมฟังเคล็ดลับแล้ว อึ้ง!!!!! พูดอะไรไม่ออก..คือไม่บอกคนถ่ายรูปโง่ๆก็เขารู้ว่า กล้องเปลี่ยนมุม..แสงก็ต้องเปลี่ยน...

...แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับ "ชื่อเทคนิคสวยหรู" กับคำโฆษณาชวนเชื่อที่บอกไว้ข้างบนครับ...

ผมถึงบอกว่ามันเป็นเทคนิด "กระแทกชายโครง" ผมโดนน๊อคลงไปกองบนพื้นร้อนๆกลางแดดที่เมืองกาญจน์ตรงนั้นครับ...



อันนี้ก็เล่าให้อาจู๋ฟังกับวิบากกรรมที่ผมประสบมา..จริงๆมีเยอะแต่ผมไม่ใช่ "เฮียชูวิทย์" ก็เลยไม่อยากแฉมากอ่ะครับ 555+

แต่ถ้าสังเกตรูปข้างบน..มันไม่มีอะไรมากหรอกครับ มันก็แค่ลมพัดใบไม้เปลี่ยนแสงหลังเปลี่ยน..

ผมถึงได้ถามอาจู๋ยังไงครับ..จะต้องบิดขึ้น..บิดลง..บิดซ้าย..บิดขวา..และบิดกี่องศา..เพราะตัวแปรในสถานการณ์หนึ่งๆมันเยอะครับ..



ผมมีความเชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนใดจะเลวได้บริสุทธิ และไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์คนไหนที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ
ในบางช่วงของความเลวย่อมต้องมีความดีปะปนบ้าง และในย่านความดีก็ย่อมต้องมีความเลวติดมาบ้างไม่มากก็น้อย..



ก็จริงอย่างที่อาจู๋พูดครับ..แต่ผมขอเสริมนิดหนึ่งนอกจากความดีแล้ว..
คนเราก็ต้องมีความซื่อสัตย์มีจรรยาบรรณประกอบด้วย..

ซื่อสัตย์ในวิชาชีพ..ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า...ซื่อสัตย์ ต่อภรรยา (ไม่จิ๊งไม่จริง..55+).. เป็นต้น..


อาจู๋ครับ..ผมเคยมีเพื่อนสนิทผู้หญิงคนหนึ่ง เพื่อนผู้ชาย (น้ากมล) มาบอกผมว่าเพื่อนผู้หญิงคนนี้ "สำส่อน"..

บอกให้ผมเลิกคบกับเพื่อนผู้หญิงคนนี้ซะ..แต่ผมบอกน้ากมลไปว่า..

.."ถึงเธอจะสำส่อนมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ ในความเป็นเพื่อนสนิทเราไม่มีอะไรเสียหายต่อกัน.."..

แต่ถ้าน้ากมลมาบอกผมว่า ผู้หญิงคนนี้ขโมยรูปของผมขโมยรูป อ.สมบัติ เอาไปทำโปสการ์ดขาย..
เอาไปใส่กรอบขายเอาเงินใส่กระเป๋าตัวเอง..แถมยังแอบอ้างว่าเป็นผลงานตัวเองอีกด้วย..


ถ้าอาจู๋โดนบ้าง..อาจู๋จะคิดอย่างไร...??? อาจู๋ก็รู้กับตัวแล้วนะครับ..กว่าเราจะได้รูปสวยมาแต่ละใบมันยากแค่ไหน..

อาจู๋ยิ้มหน่อยน๊าาาา..อย่าเพิ่งเครียดผมแค่ถามเล่นๆ...ถ้าเป็นผม..ผมไม่มีทางเลือกที่จะตัดเธอออกจากการเป็นเพื่อนครับ..



ขอบคุณครับ........ขณะเข้าไปค้นหาแสงก็ระวังตั้งอยู่ ในสติ......ตลอดเวลาครับ
จนคิดว่าวันนี้พอรู้คำตอบแล้ว....คล้ายๆกับภาพยนต์เรื่อง "อุโมงค์ผาเมือง" เลยครับ
ที่ตัวละครทุกตัวพูดความจริงไม่หมด ต้องโกหกเพื่อรักษาภาพพจน์และประโยชน์ส่วนตัวบางประการ



เขียนไปเขียนมาไม่นึกว่าจะยืดยาวขนาดนี้..ขอบคุณอาจู๋ครับที่ชวนผมสนทนาธรรมด้วย..
ผมเคยไปขึ้นศาลเป็นพยานในคดีๆหนึ่ง..ศาลให้ลุกขึ้นสาบาน..
แต่ด้วยเกียรติของผม..ผมจะไม่สาบานอะไรตรงนี้..จะขอบอกเพียงว่าทั้งหมดที่ผมพูดมาเป็นความจริง..(เหมือนนักการเมืองแฮะ..)..


..สำหรับเรื่องนี้ผมไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อรักษาภาพพจน์และประโยชน์ส่วนตัวบางประการใดๆ..
แต่ถ้าบอกว่า "ผมพูดความจริงไม่หมด" อยากให้ผมพูดออกมาให้หมดก็บอกมาได้ครับ..


เพื่อนๆอ่านแล้วก็ลองพิจารณาดูครับว่า..แสงเงาที่เกิดขึ้นจากแสงธรรมชาติหรือเกิดจากแสงนีออนก็เหอะ..!!
มันคงไม่ได้มีอะไรพิศดารและมหัศจรรย์เกินกว่าสายตาเราจะมองเห็นมันได้..

กล้องดิจิตอล..มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เราบันทึกภาพได้ หยิบมันมาใช้พร้อมกับรอยยิ้มและความสุข..
บันทึกภาพเก็บความทรงจำด้วยอารมณ์ความรู้สึก..อย่าไปกังวลกับเทคนิคที่ไร้สาระกันนะครับ..

ขอบคุณครับ...



YAK_2788-2.jpg
รายละเอียด : YAK_2788-2.jpg ขนาดไฟล์ : 89.65 KB เปิดดูแล้ว : 1151 ครั้ง

 Anonymous (11 กุมภาพันธ์) 
 Quick Comment
ตอบกระทู้และอ้างถึง


ตั้งกระทู้ใหม่  ตอบกระทู้  หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
 



ค้นหาหัวข้อกระทู้: 0 สมาชิก, 0 ซ่อนอยู่ 0 ผู้ใช้งานทั่วไป
สมาชิกที่ใช้งานขณะนี้: ไม่มี